สรุปประเด็นสำคัญ
- ✓การสมรสเพศเดียวกันถูกกฎหมายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2025 — คู่รักไม่ว่าเพศใด รวมถึงชาวต่างชาติสองคน สามารถจดทะเบียนได้โดยมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่สมรสทั่วไป
- ✓คู่คนไทยล้วนมักจดทะเบียนเสร็จได้ในการมาครั้งเดียวที่สำนักทะเบียนอำเภอ/เขตใดก็ได้ ส่วนชาวต่างชาติต้องมีหนังสือรับรองสถานภาพการสมรส (Affirmation of Freedom to Marry) จากสถานทูตก่อน พร้อมคำแปลภาษาไทยที่รับรองและการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศ
- ✓ข้อกำหนด ค่าธรรมเนียม และแนวปฏิบัติของแต่ละสถานทูตแตกต่างกันไปตามสำนักงานและประเทศ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ — โปรดตรวจสอบกับสำนักทะเบียนในพื้นที่และสถานทูตของท่านก่อนดำเนินการเสมอ
โปรดอ่านก่อน — ข้อความปฏิเสธความรับผิดที่สำคัญ
PrideShow เป็นแพลตฟอร์มไดเรกทอรีและตัวเชื่อมต่อสำหรับเศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) ของชุมชน LGBTQ+ ในประเทศไทย เราไม่ใช่สำนักงานกฎหมาย ไม่ใช่หน่วยงานด้านวีซ่า/ตรวจคนเข้าเมือง และไม่ใช่หน่วยงานราชการ ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กฎเกณฑ์ เอกสารที่ต้องใช้ ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาดำเนินการ แตกต่างกันไปในแต่ละสำนักทะเบียนอำเภอ/เขต และในแต่ละสถานทูต และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดโดยตรงกับที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขตในพื้นที่ และกับสถานทูตของท่านก่อนดำเนินการเสมอ
ตรวจสอบล่าสุด: มิถุนายน 2026
ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 เมื่อกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศที่สามในเอเชีย (ต่อจากไต้หวันและเนปาล) ที่รับรองการสมรสของบุคคลเพศเดียวกัน กฎหมายนี้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเปลี่ยนถ้อยคำที่ระบุเพศ เช่น ชายและหญิง และ สามีภริยา เป็นคำที่เป็นกลางทางเพศ เช่น บุคคล และ คู่สมรส พูดง่าย ๆ คือ บุคคลสองคนไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย และได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคู่สมรสอื่น ๆ ทุกประการ
คู่มือนี้จะพาทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ — รวมถึงกรณีชาวต่างชาติสองคนที่จะสมรสกัน — ไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่คุณสมบัติ สถานที่จดทะเบียน เอกสารที่ต้องใช้ ขั้นตอน ค่าธรรมเนียมและระยะเวลา ตลอดจนสิทธิที่จะได้รับจากการสมรส จุดใดที่มักแตกต่างกันหรือยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เราจะระบุไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้ท่านตรวจสอบอีกครั้งก่อนถึงวันนัด
ใครจดทะเบียนสมรสได้บ้าง? (คุณสมบัติ)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่ (มาตรา 1448) เงื่อนไขหลัก ได้แก่
- บุคคลสองคน ไม่ว่าเพศใด กฎหมายไม่จำกัดเฉพาะ ชายและหญิง อีกต่อไป
- ทั้งคู่ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ กฎหมายสมรสเท่าเทียมปรับอายุขั้นต่ำในการสมรสจาก 17 ปี เป็น 18 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิทธิเด็ก
- ทั้งสองฝ่ายต้องไม่มีคู่สมรสอยู่แล้ว ประเทศไทยรับรองการสมรสแบบคู่สมรสเดียว หากเคยสมรสมาก่อน การสมรสนั้นต้องสิ้นสุดลงด้วยการหย่า การเพิกถอน หรือการเสียชีวิตของคู่สมรสเดิม และต้องมีหลักฐานยืนยันได้
- ทั้งสองฝ่ายยินยอมโดยสมัครใจ และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ (บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถจะสมรสไม่ได้)
- ทั้งคู่ไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา/ร่วมแต่บิดาหรือมารดา ตามที่กฎหมายห้าม
ข้อควรระวัง — อายุ 18 ปี และการยินยอม
บางแหล่งข้อมูลระบุว่าในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีสมรสได้ และในกรณีที่ฝ่ายใดอายุเกิน 18 ปีแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (โดยทั่วไปคือ 20 ปี) อาจต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมาย ส่วนนี้มีรายละเอียดที่อาจแตกต่างกัน โปรดสอบถามนายทะเบียน
หมายเหตุสำหรับชาวต่างชาติ
ประเทศไทยจะรับจดทะเบียนสมรสให้ แม้ประเทศบ้านเกิดของท่านจะไม่รับรองการสมรสเพศเดียวกันก็ตาม อย่างไรก็ดี ประเทศบ้านเกิดจะรับรองการสมรสที่จดในไทยหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น ๆ โปรดดูหัวข้อคำถามที่พบบ่อย
จดทะเบียนได้ที่ไหน
ท่านจดทะเบียนสมรสได้ที่ สำนักทะเบียน ของเขตปกครอง ดังนี้
- ในต่างจังหวัด คือ สำนักทะเบียนอำเภอ (ที่ว่าการอำเภอ)
- ในกรุงเทพมหานคร คือ สำนักงานเขต
- คนไทยที่อยู่ต่างประเทศจดทะเบียนได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทย
โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนในเขตภูมิลำเนาของตน ท่านสามารถเลือกสำนักทะเบียนที่สะดวกได้ ตามข้อมูลของกรมการปกครอง (DOPA) การจดทะเบียนเปิดให้บริการที่สำนักทะเบียนอำเภอทั่วประเทศ และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตในกรุงเทพฯ โดยกฎหมายมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ
เคล็ดลับเชิงปฏิบัติ
สำหรับคู่ที่มีเอกสารต่างประเทศ — เช่น หนังสือรับรองสถานภาพ คำแปลที่รับรอง หรือเอกสารที่ผ่านการรับรอง (Legalisation) — สำนักงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่มักมีประสบการณ์กับคู่ระหว่างประเทศมากกว่า สำนักทะเบียนอำเภอเล็ก ๆ ในชนบทก็สามารถรับจดทะเบียนสมรสของคู่เพศเดียวกันหรือคู่ระหว่างประเทศได้เช่นกัน แต่ควรโทรสอบถามล่วงหน้าว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง
การนัดหมาย / จองคิวออนไลน์
สำนักบริหารการทะเบียน (BORA) ภายใต้กรมการปกครอง เปิดให้จองคิวล่วงหน้าออนไลน์ เพื่อเลือกวันและเวลา และลดเวลารอคอย ท่านสามารถจองผ่านเว็บไซต์ของกรมการปกครอง/BORA (bora.dopa.go.th และระบบจองบริการล่วงหน้า q-online.bora.dopa.go.th) การจองล่วงหน้าไม่บังคับแต่แนะนำให้ทำ โดยเฉพาะช่วงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ (เช่น วันวาเลนไทน์) ที่สำนักงานมักมีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก
เอกสารที่ต้องใช้ — สำหรับคนไทย
กรณีคู่สมรสที่เป็น คนไทยทั้งสองฝ่าย เอกสารมาตรฐาน ได้แก่
- บัตรประจำตัวประชาชน ของแต่ละฝ่าย
- ทะเบียนบ้าน — นำมาแสดงหรือสำเนา ตามที่สำนักงานกำหนด
- พยานบุคคล 2 คน อายุ 20 ปีขึ้นไป พร้อมบัตรประจำตัว (ตามแนวทางของไทย พยานต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นคนวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ)
- กรณีเคยสมรสมาก่อน: หลักฐานการสิ้นสุดการสมรสเดิม — ใบสำคัญการหย่า หรือ ใบมรณบัตร ของคู่สมรสเดิม
- หนังสือยินยอมของบิดามารดา/ผู้ปกครอง — เฉพาะกรณีที่จำเป็นเนื่องด้วยอายุ (ดูข้อควรระวังเรื่องคุณสมบัติด้านบน)
- สัญญาก่อนสมรส หากคู่สมรสประสงค์จะทำ — เป็นทางเลือก แต่หากต้องการทำ ควรนำมาแสดงในวันจดทะเบียน
การเปลี่ยนนามสกุลเป็นทางเลือก
ภายใต้สมรสเท่าเทียม คู่สมรสจะใช้นามสกุลเดิมของตน หรือจะตกลงใช้นามสกุลเดียวกันก็ได้ ไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายให้ต้องเปลี่ยนนามสกุล
เอกสารที่ต้องใช้ — สำหรับชาวต่างชาติ (และกรณีชาวต่างชาติสองคนสมรสกันในไทย)
หากท่าน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่คนไทย จะมีขั้นตอนเพิ่มเติมที่ต้องทำตามลำดับ และ ชาวต่างชาติแต่ละฝ่ายต้องดำเนินการของตนเอง ข้อกำหนดทั่วไป ได้แก่
- หนังสือเดินทาง (Passport) (และในทางปฏิบัติ อาจรวมถึงบัตร/บันทึกขาเข้า หรือหน้าวีซ่าที่เกี่ยวข้อง) ของชาวต่างชาติแต่ละฝ่าย
- หนังสือรับรองสถานภาพการสมรส / หนังสือรับรองความเป็นโสด (Affirmation of Freedom to Marry) ที่ออกโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตนในประเทศไทย เอกสารนี้เป็นคำรับรอง/คำสาบานว่าท่านมีอิสระที่จะสมรสได้ตามกฎหมาย โปรดทราบว่าสำหรับหลายประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) สถานทูตจะออกเป็นคำให้การที่สาบานด้วยตนเอง (affidavit) กล่าวคือเป็นคำรับรองของตัวท่านเอง ไม่ใช่การรับรองสถานะโสดโดยหน่วยงานรัฐ
- คำแปลภาษาไทยที่ได้รับการรับรอง ของหนังสือรับรองดังกล่าว (และมักรวมถึงรายละเอียดในหนังสือเดินทาง) ซึ่งจัดทำโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติ/ขึ้นทะเบียน
- การรับรองเอกสารโดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (MFA) ทั้งต้นฉบับหนังสือรับรองและคำแปลภาษาไทยต้องนำไปยื่นที่ กองสัญชาติและนิติกรณ์ (Legalisation Division) กรมการกงสุล — ในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ แจ้งวัฒนะ เมื่อ MFA ประทับตรา/รับรองแล้ว สำนักทะเบียนจึงจะรับเอกสาร
- พยาน 2 คน พร้อมบัตรประจำตัว (บางคู่นำมาฝ่ายละ 1 คน)
- กรณีเคยสมรสมาก่อน: หลักฐานการสิ้นสุดการสมรสเดิม (การหย่า หรือการเสียชีวิตของคู่สมรสเดิม) ที่แปลและรับรองตามที่กำหนด
ลำดับขั้นตอนโดยทั่วไปสำหรับชาวต่างชาติ: 1) ขอหนังสือรับรองจากสถานทูตของตน 2) นำไปแปลเป็นภาษาไทย 3) นำต้นฉบับและคำแปลไปรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศ 4) ไปจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนอำเภอ/เขต
ข้อควรระวัง — แต่ละสถานทูตปฏิบัติต่อคู่รักเพศเดียวกันแตกต่างกันมาก
แต่ละสถานทูตปฏิบัติต่อคู่รักเพศเดียวกันแตกต่างกันมาก ทั้งเรื่องว่าจะออกหนังสือรับรองให้หรือไม่ ค่าใช้จ่าย ชื่อเรียกเอกสาร และเงื่อนไขที่กำหนด บางสถานทูต (เช่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร) ออกหนังสือรับรองให้โดยง่ายและรับรองการสมรสเพศเดียวกัน ขณะที่สถานทูตอื่น — โดยทั่วไปคือสถานทูตของประเทศที่ไม่ได้รับรองการสมรสเพศเดียวกันเอง — อาจปฏิเสธ จำกัด หรือกำหนดเงื่อนไข (เช่น ต้องมีใบอนุญาตทำงานหรือวีซ่านักเรียนในไทย) เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและอาจเปลี่ยนแปลงได้ — โปรดติดต่อสถานทูตของท่านโดยตรงแต่เนิ่น ๆ
ข้อควรระวัง — ชาวต่างชาติสองคน ทำได้ แต่ต้องตรวจสอบทั้งสองสถานทูต
ประเทศไทยอนุญาตให้ชาวต่างชาติสองคน (รวมถึงคู่เพศเดียวกัน) สมรสกันที่นี่ได้ จุดติดขัดในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ว่า แต่ละฝ่าย สามารถขอหนังสือรับรองจาก สถานทูตของตน ได้หรือไม่ หากสถานทูตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ออกให้ คู่นั้นอาจไม่สามารถจดทะเบียนในไทยได้ จึงควรตรวจสอบทั้งสองฝ่ายก่อนวางแผนการเดินทาง
ขั้นตอนการจดทะเบียน (ทีละขั้น)
ภาพรวมขั้นตอนแบบกระชับ ตั้งแต่ต้นจนจบ
- ตรวจสอบคุณสมบัติ (อายุครบ 18 ปีทั้งคู่ เป็นโสด มีอิสระที่จะสมรส)
- ชาวต่างชาติ: ขอ หนังสือรับรองสถานภาพ (Affirmation of Freedom to Marry) จากสถานทูตของตน นำไปแปลเป็นภาษาไทยและรับรอง แล้วนำต้นฉบับและคำแปลไปรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศ (แจ้งวัฒนะ ในกรุงเทพฯ) (คู่คนไทยล้วนข้ามขั้นตอนนี้ได้)
- (ทางเลือกแต่แนะนำ) จองคิวนัดหมาย ผ่านระบบจองคิวออนไลน์ของ BORA/กรมการปกครอง หรือโทรสอบถามสำนักทะเบียนอำเภอ/เขตที่เลือกถึงเอกสารที่ต้องใช้และเวลาให้บริการ
- เตรียมเอกสารให้พร้อม (บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง, ทะเบียนบ้านสำหรับคนไทย, หนังสือรับรอง + คำแปล + การรับรองจาก MFA สำหรับชาวต่างชาติ, ใบสำคัญการหย่า/มรณบัตรหากเกี่ยวข้อง, บัตรประจำตัวของพยาน)
- ไปที่สำนักทะเบียนพร้อมกัน พร้อม พยาน 2 คน
- กรอกแบบคำร้อง นายทะเบียนจะใช้แบบ คำร้องขอจดทะเบียนสมรส (คร.1) และตรวจสอบเอกสารพร้อมคุณสมบัติของทั้งสองฝ่ายให้เป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมาย
- คู่สมรสทั้งสองฝ่ายและพยานทั้งสองลงนาม และนายทะเบียนบันทึกการสมรส
- รับเอกสาร สำนักงานจะออก ทะเบียนสมรส (คร.2) และ ใบสำคัญการสมรส (คร.3) ซึ่งเป็นหลักฐานการสมรสอย่างเป็นทางการของท่าน
โดยมากเสร็จภายในวันเดียว
สำหรับคู่คนไทยที่มีเอกสารครบถ้วน การจดทะเบียนมักเสร็จภายในวันเดียว ส่วนชาวต่างชาติ ตัวการจดทะเบียนเอง มักเสร็จภายในวันเดียว เมื่อจัดทำหนังสือรับรอง คำแปล และการรับรองจาก MFA เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนก่อนหน้านี้ต่างหากที่ใช้เวลา
ค่าธรรมเนียมและระยะเวลา
- การจดทะเบียน ณ สำนักทะเบียน ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เมื่อจด ที่ สำนักงานเอง
- การจดทะเบียนนอกสำนักงาน (ขอให้เจ้าหน้าที่ไปทำพิธี ณ สถานที่อื่น) โดยทั่วไปต้องเสีย ค่าธรรมเนียม 200 บาท พร้อมจัดยานพาหนะรับ-ส่งเจ้าหน้าที่
- ค่าแปลเอกสารและค่ารับรองที่กระทรวงการต่างประเทศ มี ค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก ซึ่งแตกต่างกันตามผู้แปลและตามอัตราที่กระทรวงประกาศ รวมถึงความเร็วในการดำเนินการ (แบบปกติ/แบบด่วน)
- ค่าธรรมเนียมหนังสือรับรองของสถานทูตแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ และอาจเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบาย
- ระยะเวลา: คู่คนไทยล้วนมักเสร็จภายในการมาครั้งเดียว ส่วนชาวต่างชาติควรเผื่อเวลาเพิ่มอีกหลายวันถึงหลายสัปดาห์สำหรับขั้นตอนหนังสือรับรองจากสถานทูต การแปล และการรับรองจาก MFA ก่อนไปสำนักทะเบียน
ข้อควรระวัง — ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาเป็นเพียงตัวเลขโดยประมาณ ไม่ใช่การรับประกัน
อัตราของหน่วยงานราชการ ระยะเวลาดำเนินการของ MFA และค่าธรรมเนียมของสถานทูตเปลี่ยนแปลงได้ โปรดใช้ตัวเลขข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้น และตรวจสอบจำนวนล่าสุดกับแต่ละหน่วยงาน
สิทธิที่ได้รับจากการสมรส
สมรสเท่าเทียมมอบ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน แก่คู่สมรสเพศเดียวกันเช่นเดียวกับคู่สมรสทั่วไปภายใต้กฎหมายไทย ซึ่งรวมถึง
- มรดกและการรับมรดก คู่สมรสตามกฎหมายเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกของอีกฝ่ายตามลำดับชั้นทายาท อีกทั้งโดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกในส่วนทรัพย์สินที่ได้รับจากคู่สมรสที่เสียชีวิต
- การตัดสินใจทางการแพทย์ คู่สมรสสามารถตัดสินใจและให้ความยินยอมทางการแพทย์แทนคู่สมรสที่เจ็บป่วยหรือไม่อยู่ในสภาพที่ตัดสินใจได้
- สินสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสโดยทั่วไปถือเป็นสินสมรสร่วมกัน โดยมีหลักเกณฑ์การจัดการและการแบ่ง
- ภาษี: คู่สมรสอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ค่าลดหย่อนคู่สมรสสูงสุด 60,000 บาท (ใช้สิทธิได้เมื่อคู่สมรสมีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้) และทางเลือกในการยื่นแบบร่วมหรือแยก ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
- การรับบุตรบุญธรรมและการเป็นบิดามารดา คู่สมรสเพศเดียวกันที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ โดยทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะบิดามารดาเท่าเทียมกัน
- สิทธิประโยชน์จากรัฐและการจ้างงาน คู่สมรสอาจขยายสิทธิประโยชน์ส่วนบุคคล/ทางการเงินให้แก่กัน เช่น สิทธิด้านบำนาญและสวัสดิการ เมื่อระบบเหล่านั้นได้รับการปรับให้ใช้ถ้อยคำที่เป็นกลางทางเพศ
- วีซ่าคู่สมรส (สำหรับชาวต่างชาติที่สมรสกับคนไทย) คู่สมรสชาวต่างชาติเพศเดียวกันของคนไทย ปัจจุบันมี สิทธิขอวีซ่า Non-Immigrant O (วีซ่าติดตามคู่สมรส) เท่าเทียม กับคู่ต่างเพศ รวมถึงการขอต่ออายุแบบพำนักระยะยาว 1 ปี โดยทั่วไปใช้ได้ทั้งใบสำคัญการสมรสจากต่างประเทศและใบสำคัญการสมรสไทย (คร.3) เป็นเอกสารประกอบ
ข้อควรระวัง — วีซ่าผู้ติดตามสำหรับชาวต่างชาติสองคนกำลังทยอยมีผลเป็นระยะ
วีซ่าผู้ติดตามสำหรับชาวต่างชาติสองคนกำลังทยอยมีผลเป็นระยะ ณ กลางปี 2026 สถานะผู้ติดตามได้ขยายไปยังคู่สมรสเพศเดียวกันของผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาวบางประเภท โดยเฉพาะผู้ถือวีซ่า LTR (ผู้พำนักศักยภาพสูง) สำหรับวีซ่าพำนักระยะยาวประเภทอื่น (เช่น คู่สมรสของผู้ถือวีซ่าทำงาน Non-B) โปรดตรวจสอบหลักเกณฑ์วีซ่าผู้ติดตามล่าสุดกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนนำไปใช้ เนื่องจากการดำเนินการยังอยู่ระหว่างการทยอยปรับใช้
ข้อควรระวัง — รายละเอียดด้านภาษีและสวัสดิการเปลี่ยนแปลงได้
จำนวนค่าลดหย่อนที่แน่นอน วิธีการยื่นภาษีรวม และกองทุน/สวัสดิการ/บำนาญใดที่ได้รับการปรับปรุงครบถ้วนแล้ว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบรายละเอียดกับกรมสรรพากร (เรื่องภาษี) และหน่วยงาน/กองทุนที่เกี่ยวข้องก่อนวางแผน
คำถามที่พบบ่อย
ตอนนี้การสมรสเพศเดียวกันถูกกฎหมายในไทยแล้วจริงหรือ?
ใช่ กฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 คู่เพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ/เขตใดก็ได้ และได้รับสถานะตามกฎหมายเช่นเดียวกับคู่สมรสทั่วไป
หมายเหตุเรื่องวันที่มีผลบังคับใช้
กฎหมายนี้ประกาศครั้งแรกว่าจะมีผลวันที่ 22 มกราคม 2025 ก่อนยืนยันเป็นวันที่ 23 มกราคม 2025 ซึ่งนับ 120 วันจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 กันยายน 2024 โดยมีคู่รัก 1,839 คู่จดทะเบียนในวันแรกคือ 23 มกราคม 2025
เราต้องไปจดทะเบียนที่ไหนกันแน่?
ที่สำนักทะเบียน — อำเภอ ในต่างจังหวัด หรือ สำนักงานเขต ในกรุงเทพฯ (หรือสถานทูต/สถานกงสุลไทยสำหรับคนไทยในต่างประเทศ) โดยปกติท่านเลือกสำนักงานที่สะดวกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเขตตามทะเบียนบ้าน
ชาวต่างชาติสองคนสมรสกันในไทยได้ไหม?
ได้ — ชาวต่างชาติสองคน รวมถึงคู่เพศเดียวกัน สามารถสมรสกันในไทยได้ แม้ประเทศบ้านเกิดจะไม่รับรองการสมรสเพศเดียวกันก็ตาม เงื่อนไขในทางปฏิบัติคือ แต่ละฝ่าย ต้องขอ หนังสือรับรองสถานภาพการสมรสจากสถานทูตของตน (แล้วนำไปแปลและรับรองที่ MFA) หากสถานทูตฝ่ายใดปฏิเสธ คู่นั้นอาจไม่สามารถจดทะเบียนให้สมบูรณ์ได้ จึงควรตรวจสอบทั้งสองสถานทูตก่อน
ชาวต่างชาติต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
โดยทั่วไป: หนังสือเดินทาง; หนังสือรับรองสถานภาพการสมรสที่ออกโดยสถานทูต; คำแปลภาษาไทยที่รับรอง; การรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งต้นฉบับและคำแปล; พยาน 2 คน; และหากเคยสมรสมาก่อน ต้องมีหลักฐานการสิ้นสุดการสมรสเดิม ข้อกำหนดแตกต่างกันตามสถานทูตและสำนักทะเบียน โปรดตรวจสอบทั้งสองแห่ง
ค่าใช้จ่ายเท่าไรและใช้เวลานานแค่ไหน?
การจดทะเบียน ที่ สำนักทะเบียน ไม่เสียค่าธรรมเนียม การจดนอกสำนักงานมักเสีย 200 บาท บวกค่าเดินทางของเจ้าหน้าที่ ส่วนค่าแปล ค่ารับรองที่ MFA และค่าหนังสือรับรองจากสถานทูต มีค่าธรรมเนียมแยกต่างหากที่แตกต่างกัน คู่คนไทยล้วนมักเสร็จในการมาครั้งเดียว ส่วนชาวต่างชาติควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนสถานทูต/การแปล/MFA ก่อน
การสมรสเพศเดียวกันที่จดในไทย จะได้รับการรับรองในประเทศบ้านเกิดของฉันหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับ กฎหมายของประเทศบ้านเกิดของท่าน ทั้งหมด ไม่ใช่กฎหมายไทย บางประเทศรับรองการสมรสเพศเดียวกันที่จดในต่างประเทศ บางประเทศไม่รับรอง หากการรับรองในประเทศบ้านเกิดมีความสำคัญต่อท่าน (เรื่องภาษี การเข้าเมือง หรือมรดกที่นั่น) ควรขอคำแนะนำตามกฎหมายของประเทศนั้น
หลังสมรสแล้วเราได้สิทธิอะไรบ้าง?
ได้เช่นเดียวกับคู่สมรสทั่วไป: การรับมรดก/ทายาทโดยธรรม การตัดสินใจทางการแพทย์ สินสมรสร่วม สิทธิประโยชน์ทางภาษีของคู่สมรส การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน และ — สำหรับคู่สมรสชาวต่างชาติของคนไทย — สิทธิขอวีซ่าติดตามคู่สมรส Non-O ทั้งนี้กฎเกณฑ์ปลายทางบางอย่าง (เช่น วีซ่าผู้ติดตามสำหรับคู่สมรสของผู้ถือวีซ่าต่างชาติ) ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุง
ต้องนัดหมายล่วงหน้าไหม หรือ Walk-in ได้เลย?
หลายสำนักงานรับ Walk-in แต่ท่านสามารถจองคิวออนไลน์ล่วงหน้า ผ่านระบบจองคิวของ BORA/กรมการปกครอง เพื่อลดเวลารอ ในช่วงวันสำคัญที่คนเยอะ แนะนำอย่างยิ่งให้จองล่วงหน้า และควรโทรสอบถามสำนักงานที่เลือกถึงเวลาให้บริการและรายการเอกสาร
แหล่งข้อมูลราชการ
- สำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักงานเขตในพื้นที่
- กรมการปกครอง (DOPA) — dopa.go.th
- สำนักบริหารการทะเบียน (BORA) — bora.dopa.go.th; จองคิวล่วงหน้าที่ q-online.bora.dopa.go.th
- กระทรวงการต่างประเทศ — กองสัญชาติและนิติกรณ์ (แจ้งวัฒนะ)
- สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
- กรมสรรพากร
ข้อความปฏิเสธความรับผิด (ย้ำอีกครั้ง)
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย PrideShow เป็นไดเรกทอรี/ตัวเชื่อมต่อ ไม่ใช่สำนักงานกฎหมายหรือหน่วยงานราชการ กฎเกณฑ์ เอกสาร ค่าธรรมเนียม และระยะเวลา แตกต่างกันไปในแต่ละสำนักทะเบียนและสถานทูต และอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขตในพื้นที่ และสถานทูตของท่านก่อนดำเนินการ หากกรณีของท่านมีความซับซ้อน (เคยสมรสมาก่อน มีเอกสารต่างประเทศ มีบุตร หรือเรื่องวีซ่า/ตรวจคนเข้าเมือง) ควรปรึกษาทนายความด้านครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญ
PrideShow Editorial
กองบรรณาธิการ
เขียนโดยทีมกองบรรณาธิการ PrideShow ในกรุงเทพฯ อิงข้อมูล สะท้อนเสียงชุมชน และอ้างอิงแหล่งที่มาเสมอ อยากเขียนให้ Rert. ใช่ไหม? ส่งข้อเสนอมาที่ editorial@prideshow.org
